top of page

กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน การเลือกกินอย่างใส่ใจเพื่อโลกที่ดีกว่า



Eat to Live, Not Live to Eat; Informed Choices for a Better World

กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน การเลือกอย่างตระหนักเพื่อโลกที่ดีกว่า


เราคงเคยได้ยินวลียอดฮิตที่ว่า "กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน" กันมาบ้างแล้ว การ "กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน" ก็คือการกินแต่พอดีคือพออิ่ม พอเพียงคือพอประมาณสมตามฐานะ และพอสมควรคือไม่กินทิ้งกินขว้าง


วลีนี้ฟังดูอาจจะดูล้าสมัยไปสักนิดสำหรับสังคมยุค 4.0 เพราะเราจะเห็นร้านอาหาร Gourmet งอกเป็นดอกเห็ดไปทั่วกรุงเทพฯ และตามเมืองใหญ่ๆ ผู้คนแห่แหนเดินทางขับรถเป็นชั่วโมงข้ามเมืองเพื่อจะไปในร้านที่ได้รับรางวัล Michelin Stars ทำให้เกิดการปัญหาการจราจรและปัญหามลพิษทางอากาศ รายการแข่งขันทำอาหารเช่นเชฟกระทะเหล็กและรายการแนะนำรายอาหารได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กล่าวกันว่าจากสภาพการทำงานและสังคมที่ตึงเครียด อาหารเป็นการบำบัดความสุขอย่างหนึ่งของสังคมเมืองทีเดียว


แต่หากจะดูให้ดีจริงๆ วลีนี้กลับมีความคลาสสิคและอาจกล่าวได้ว่ามีความล้ำยุคล้ำสมัยอยู่ในตัวเอง เพราะเริ่มมีกระแสของการรักสุขภาพ มีการทานอาหารคลีน(อาหารลดกระบวนการในการผลิตให้น้อยที่สุด) อาหารที่ทำจากแป้งไม่ขัดสี(Whole food) อาหารที่ทำจากพืช(Plant-based Food) อาหารมังสวิรัติ อาหารเจ(Vegan Food) หรือแม้แต่การลดน้ำหนักแบบจำกัดช่วงเวลาการกิน (Intermittent Fasting หรือ IF) ซึ่งก็คือนอกจากเน้นตัวอาหารที่ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว การรับประทานก็ต้องทานอย่างพอดี พอเพียง พออิ่ม พอสมควร พอประมาณที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการจึงจะเกิดผลดีต่อสุขภาพนั่นเอง



แต่น่าเสียดายที่กระแสการ "อยู่เพื่อกิน" ยังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งในสังคมเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสังคมที่พัฒนาแล้วและมีทรัพยากรเหลือเฟือ มีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)ได้พบว่าขยะอาหารเป็นปัญหาสำคัญของโลกในยุคดิจิตัลเลยทีเดียว ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือขยะอาหารที่อยู่ในบ้านเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้หากมีข้อมูลและมีความตระหนักรู้


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ จากรายงานของ FAO กล่าวว่าขยะอาหารที่พบในร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารของโรงแรม ร้านอาหาร หรือซุปเปอร์มาเก็ต เกิดจากการเลือกอาหารตามสุนทรียภาพ คือหากสภาพทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สี หรือขนาดไม่ได้ตามลักษณะตามศิลปะความงามแล้ว อาหารก็ไม่ถูกเลือกซื้อหรือบริโภคหรือถูกทิ้งให้เป็นขยะไปในที่สุด เช่น ในซุปเปอร์มาร์เก็ตหากหัวแคร์รอทเบี้ยวไปหน่อย ผู้บริโภคก็เลือกหยิบหัวที่ตรงๆแทน ผักที่มีรอยแมลงกัดกินนิดหน่อยก็ถูกทิ้งไม่มีคนเลือกซื้อเลย ทั้งที่ได้คุณค่าทางโภชนาการเท่ากันก็ตาม แม้ในความจริงแล้วกระเพาะอาหารของเราไม่อาจแยกแยะรูปทรง สี หรือขนาดของอาหารที่เรารับประทานลงไปเลย และยิ่งลำไส้ใหญ่ของเรายิ่งไม่สามารถแยกแยะว่าอาหารสี รูปทรง หรือขนาดอะไรในอุจจาระของเราได้เลย



จึงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ ที่ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพจนเกิดเป็นขยะ ในปี 2016 กรมควบคุมมลพิษออกมาชี้แจงว่า 27.06 ล้านตันของขยะมูลฝอย เกินครึ่งหรือกว่า 64% ล้วนเป็นขยะอาหารทั้งสิ้น สถิติอันน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300-500 ตัน หากมีการป้องกันไมใช้เกิดขยะเหล่านี้ได้นอกจากจะมีปริมาณอาหารบริโภคเพิ่มขึ้น ยังเป็นการลดมลพิษจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการทำกสิกรรมผลิตวัตถุดิบและการย่อยสลายขยะอาหารเหล่านี้ด้วย


วิธีการเล็กๆ ที่เราทุกคนจะเริ่มได้ในการลดขยะอาหาร นอกจากการไม่เลือกลักษณะพืชและผักตามรูปทรง สี และขนาดที่สวยงามเท่านั้น เพียงแต่เลือกให้เหมาะสมกับคุณค่าอาหารในปริมาณที่พอรับประทานแต่พอดี และมีความรู้เรื่องการตีค่าบนฉลากอย่าง Best Before (ควรบริโภคก่อน) และ Expired by (วันหมดอายุ)


มูลนิธิ Thai Scholars of Sustenance (Thai SOS) ซึ่งเป็นองค์การรักษ์อาหาร องค์กรนี้เป็นความตั้งใจของคนกลุ่มเล็กๆ ที่นำอาหารเหลือและวัตถุดิบจากโรงแรม ร้านอาหาร และซุปเปอร์มาร์เก็ตมาแปรเป็นมื้ออาหารให้ผู้ยากไร้ และที่เหลือนำมาทำปุ๋ยเพื่อการเกษตร มูลนิธิรักษ์อาหารสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs 2030) ที่องค์การสหประชาชาติได้เสนอเป็นเป้าหมายในการพัฒนาของทั่วโลก ได้แล้ว 2 ข้อ คือข้อ 2 Zero Hunger หรือขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และข้อที่ 12 Sustainable Consumption and Production หรือการวางแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน



SOS ได้อธิบายว่า คนมักทิ้งอาหารไปทั้งที่มันยังคงมีคุณภาพดีอยู่หรือทิ้งก่อนที่จะมันจะกินไม่ได้จริงๆ เนื่องจากความเข้าใจผิดเรื่องการตีความค่าบนฉลากอย่าง Best Before กับ Expired By/Expiry Date/Use by


“คำว่า Best Before หมายความว่าถ้าคุณทานอาหารตามเวลาที่กำหนดนี้มันจะคุณภาพดีที่สุด แต่เลยเวลานั้นไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้แล้ว อาจจะแค่คุณภาพไม่ถึง เนื้อไม่แน่น หรือมันอาจจะบดเป็นผงง่ายขึ้น ถ้าเป็น Expired By/Expired Date/Use by คือเลยวันที่กำหนดก็ห้ามกินแล้ว มักจะถูกใส่ไว้ในของที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพของผักและผลไม้มันไม่ได้อยู่ที่ป้าย มันอยู่ที่การรักษา แค่วางผิดอุณหภูมิอาหารก็สามารถเสียได้ก่อนเวลานั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มันจะอยู่ได้นานกว่าป้ายนั้นไปเป็นอาทิตย์เลย”


นอกจากนี้ "การกินเพื่ออยู่" ยังหมายถึงการบริโภคแต่พออิ่มพอดี พอประมาณไม่กินทิ้งกินขว้าง ครอบครัวควรวางแผนการเลือกซื้ออาหาร ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการประหยัดเวลาในการจับจ่าย ไม่ควรซื้อไปเผื่อจนมากเกินไป ควรให้ความใส่ใจกับคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก เริ่มจากการปลูกฝังให้เด็ก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ตาม ตักอาหารแต่พอรับประทานและรับประทานอาหารให้หมดจาน


ถ้าเราทุกคนหันมาเริ่มต้นที่ตัวเอง เมื่อคนตัวเล็กหลายคนเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆ ผลลัพธ์จะผลิดอกออกใบขยายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้


หากท่านสนใจกิจกรรมของ Thai Scholars of Sustenance (Thai SOS) หรือต้องการบริจาคเพื่อสนับการทำงานเพื่อลดขยะอาหารสามารถติดตามได้ที่ www.scholarsofsustenance.org โทร: 062-675-0004


เรื่องโดย: พรรณทิพา พิชัยลักษณ์

 
 
 

Comments


SOS Thailand Logo

SCHOLARS OF SUSTENANCE

A Food Rescue & Environmental Foundation

SOS Thailand:

Tel: +66 62 675 0004 | Email: info@scholarsofsustenance.org

Address: 77 Lan Luang Road, Wat Sommanat, Pom Prap Sattru Phai,

Bangkok 10100
 

SOS Indonesia:

Tel: +62 877 7182 4370  (Bali) | +62 811-8802-2505 (Jakarta)

Email: info.bali@scholarsofsustenance.org

Address:

Jl. Danau Tamblingan, No. 53,Sanur, Kota Denpasar, Bali 80228

Jl. Benda Raya No. 14A, Cilandak Timur, Jakarta Selatan 12410

Subscribe!

to our mailing list to stay updated

and get more info on how you can support us.

Thanks for submitting!

  • Facebook
  • Instagram
  • LinkedIn
  • Youtube
  • TikTok
  • Facebook
  • Instagram
  • LinkedIn
  • Youtube
  • TikTok

SOS Philippines:

Email: sosph@scholarsofsustenance.org

Address: 72 Maayusin Street, UP Village, Quezon City, Philippines 1101

© SOS GLOBAL TEAM & WIEM SFAR

SCHOLARS OF SUSTENANCE

A GLOBAL FOOD RESCUE FOUNDATION

  • Instagram
  • Facebook
  • Youtube
  • TikTok
  • LinkedIn
bottom of page