top of page

‘Kaiku - Living Color’ สีสันจากเศษผักและผลไม้ เพื่อความงดงามที่มาพร้อมความยั่งยืน



สมมุติว่าคุณกำลังอยู่ในคาบวิชาศิลปะ มือซ้ายคุณถือจานสีที่มีสีโปสเตอร์หลากหลายสี โจทย์วันนี้ของคุณคือวาด “แม่น้ำ” คุณกำลังจะระบายสีลงไปบนกระดาษผิวหยาบบนกระดานวาดรูปตรงหน้า ลองมาดูกันว่าความเป็นไปได้ว่าจะเป็นสีอะไรบ้าง ?


สีฟ้า ? เพราะว่าคุณเคยเห็นบ่อยๆ ว่าน้ำมักถูกระบายเป็นสีนี้

สีเขียว ? เพราะว่าคุณเคยเห็นว่าบางแหล่งน้ำมีแร่ธาตุ มีพืชพรรณ

สีส้ม ? เพราะคุณเคยเห็นว่าน้ำจริงๆ แล้วไม่มีสี มันสะท้อนแสงอาทิตย์ต่างหาก


คุณจะแต่งแต้มกี่สีลงบนกระดาษก็ตาม แต่เมื่อคุณระบายสีจนเสร็จแล้วจุ่มพู่กันลงน้ำสำหรับล้างพู่กัน

สีทุกสีก็จะผสมกันจนกลายเป็นสีเทาหม่นข้น และตอนนั้นเองที่คุณได้รู้ว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ของสีแม่น้ำ


“ทุกสีผสมกันจนกลายเป็นสีเทาหม่นข้น”


สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่ในแก้วน้ำล้างพู่กัน แต่เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติในเอเชียใต้ใกล้ตัวเรานี่เอง


อุตสาหกรรมการผลิตและย้อมสีสังเคราะห์นั้น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในศตวรรษนี้ ซึ่งสีสังเคราะห์ในปัจจุบันนั้นเป็นผลิตผลจากปิโตรเคมี และมีกระบวนการผลิตที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยแก๊สที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและเป็นมลภาวะ กระบวนการจากโรงงานย้อมสี โดยเฉพาะผ้า เป็นกระบวนการที่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองและทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติ เราสูญเสียน้ำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นราว 21 ล้านล้านแกลลอนต่อปี หรือจำนวนพอจะเติมน้ำในสระนำ้โอลิมปิกได้ 37 ล้านสระทีเดียว ในบังคลาเทศ อินเดีย หรือแม้กระทั่งจีน ที่เป็นกำลังผลิตหลักของเสื้อผ้า เราอาจเดาสีที่เป็นเทรนด์ในซีซั่นต่อไปได้จากการดูสีแม่น้ำในช่วงนั้นด้วยซ้ำไป น้ำสีข้นคลั่กนั้นส่งผลเสียต่อทัศนียภาพ ต่อสัตว์น้ำ และต่อสุขภาพของคนในชุมชนใกล้เคียงจนบางส่วนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะว่าสีสังเคราะห์เพิ่งมามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ บนโลกนี้เมื่อราวๆ กลางศตวรรษที่ 18 นี้เอง แต่ปัจจุบันกลับมีสีสังเคราะห์ถูกใช้โดยเฉพาะในวงการสิ่งทอถึง 1.3 ล้านตัน ฉะนั้นจึงนับเป็นร้อยกว่าปีเท่านั้นเองที่แหล่งน้ำเหล่านี้ถูกรุกราน และพลังงานถ่านหินที่สร้างมลภาวะถูกขุด เพื่อเสื้อผ้าสีสวยงามราคาถูก ลิปสติกสักแท่ง หรือชุดสีไม้ยี่สิบสี่สีสำหรับคุณหนูๆ ทั้งหลาย


แต่ในเมื่อวัฒนธรรมของการผลิตสีจากธรรมชาติยังไม่ได้หายไปจากเรานานขนาดนั้น นิโคล สเจิร์นสเวิร์ด (Nicole Stjernsward) นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Imperial College London จึงมองเห็นความเป็นไปได้ในความจริงข้อนี้ เธอจึงได้คิดค้นกระบวนการสร้างเม็ดสีจากเศษผักและผลไม้ที่เหลือ เรียกว่า “Kaiku - Living Color” เพื่อเป็นการรื้อฟื้นการผลิตสีอย่างที่ยั่งยืนมาใช้ในปัจจุบัน


ไอเดียของ Kaiku เกิดขึ้นจากตอนที่นิโคลค้นคว้าข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เหล่าศิลปิน และได้พบกับเดวิด เพกกี้ (David Peggie) นักเคมีที่ทำงานให้กับ London’s National Gallery เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่มาของสีที่ถูกใช้โดยศิลปินในอดีต และพบว่าแต่เดิมแล้วสีผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น สีน้ำเงินจากไพฑูรย์ สีเหลืองจากดินเหลือง หรือสีแดงจากปีกแมลงด้วงบด และที่จริงแล้วผักอย่างหัวหอมก็ยังเคยถูกใช้เพื่อย้อมสีผ้าอย่างแพร่หลายอีกด้วย ก่อนที่พัฒนาการทางด้านปิโตรเคมีจะพรากพวกเราไปจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้


แล้ว Kaiku ทำงานยังไง ? หลังจากที่ผักและผลไม้ของเราถูกปอกเปลือกหรือตัดแต่งเพื่อบริโภคแล้ว แทนที่จะทิ้งผิวและเศษของมัน เราจะเอามันมาต้มในน้ำ จนกระทั่งได้น้ำสีมา เติมลงในภาชนะของ Kaiku จากนั้นใช้แรงดันและความร้อนเดินทางผ่านสายยางไปสู่ภาชนะแก้วสูญญากาศ ไอน้ำที่ผลิตตัวขึ้นมาจะร้อนมากจนกลายเป็นไอในทันที ก่อเกิดเป็นผงสีแห้งๆ ตกลงสู่ภาชนะดังในคลิปวิดีโอด้านล่าง



Source: Vimeo.com


เพราะว่าเม็ดสีที่ได้มีลักษณะเป็นผง หมายความว่าเราสามารถนำไปใส่ในสีชนิดใดก็ได้ อีกทั้งผู้คิดค้นได้นำไปทดลองทำเป็นสีหลายประเภท เช่น สีน้ำ หมึก และสีเทมเพอรา (สีฝุ่นที่มักใช้ไข่แดงเป็นตัวทำผสม) และใช้บนหลากหลายวัสดุ เช่น กระดาษ ผ้า ปูนปลาสเตอร์ ไม้วีเนียร์ ตลอดไปจนไบโอพลาสติก ทั้งยังเห็นความเป็นไปได้ที่จะใช้กับวัสดุชีวภาพ หมึกปริ้นเตอร์ หมึกปากกา และแม้กระทั่งทำเป็นเครื่องสำอางอีกด้วย


Kaiku หมายถึง สะท้อนดัง (echo) ในภาษาฟินนิช ภาษาของคุณยายของเธอ “ชื่อของมันบ่งบอกถึงคุณค่าของต้นกำเนิดที่ปรากฏชัดในตัวเม็ดสี ซึ่งในสีแบบทั่วไปคุณค่าและเรื่องราวตรงนี้มักจะถูกมองข้ามไป” สเจิร์นสเวิร์ดให้สัมภาษณ์กับ Dezeen นิตยสารการสถาปัตย์และการออกแบบระดับโลกเช่นนั้น ซึ่งในปี 2019 ที่เธอทำโปรเจกต์จบการศึกษาชิ้นนี้ ธีมของ Sustainable material (วัสดุเพื่อความยั่งยืน) ได้รับความนิยมมาก มีโปรเจกต์ที่น่าสนใจตั้งแต่ระบบโรงเพาะเห็ดจากกากกาแฟ ไปจนถึงตัวกรองน้ำมันเหลือใช้จากการทำอาหารเพื่อมาทำเป็นสบู่เลยทีเดียว


บทความโดย

คุณกิตติคุณ ศิริสังข์สุชล (พี่อาร์ต)


เรียบเรียงโดย

คุณนันทพร ตีระพงศ์ไพบูลย์ (พี่พลอย)


ภาพโดย

คุณศุภชัย มงคลนิตย์ (พี่เอ็กซ์)



แหล่งที่มา:


 
 
 

Comments


SOS Thailand Logo

SCHOLARS OF SUSTENANCE

A Food Rescue & Environmental Foundation

SOS Thailand:

Tel: +66 62 675 0004 | Email: info@scholarsofsustenance.org

Address: 77 Lan Luang Road, Wat Sommanat, Pom Prap Sattru Phai,

Bangkok 10100
 

SOS Indonesia:

Tel: +62 877 7182 4370  (Bali) | +62 811-8802-2505 (Jakarta)

Email: info.bali@scholarsofsustenance.org

Address:

Jl. Danau Tamblingan, No. 53,Sanur, Kota Denpasar, Bali 80228

Jl. Benda Raya No. 14A, Cilandak Timur, Jakarta Selatan 12410

Subscribe!

to our mailing list to stay updated

and get more info on how you can support us.

Thanks for submitting!

  • Facebook
  • Instagram
  • LinkedIn
  • Youtube
  • TikTok
  • Facebook
  • Instagram
  • LinkedIn
  • Youtube
  • TikTok

SOS Philippines:

Email: sosph@scholarsofsustenance.org

Address: 72 Maayusin Street, UP Village, Quezon City, Philippines 1101

© SOS GLOBAL TEAM & WIEM SFAR

SCHOLARS OF SUSTENANCE

A GLOBAL FOOD RESCUE FOUNDATION

  • Instagram
  • Facebook
  • Youtube
  • TikTok
  • LinkedIn
bottom of page